วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

เทคนิคการจอดรถในที่แคบ และ กลยุทธพิชิตใบขับขี่ สำหรับมือใหม่

เทคนิคการจอดรถในที่แคบ Parallel Parking Trick



สนุกๆ อย่าริเลย Just for take a look, not recommend to try!!!



Honda Civic Parallel Parking Ebrake Trick



Parallel Parking 101 การจอดในที่แคบ การฝึกซ้อมเบื้องต้น



ผู้หญิงกับฝึกฝนการจอดรถในที่แคบ



เรื่อง เรื่องการจอดรถในที่จอดรถตามสถานที่ต่าง ๆ
เขียนโดย อัญธิกา ปุนริบูรณ์

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?


การนำรถยนต์เข้าจอดตามสถานที่ต่างๆ เช่น อาคารชุด สำนักงาน
ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ฯลฯ ซึ่งในทางปฏิบัติ ทางฝ่าย
อาคารสถานที่ มักมีบัตรจอดไว้ให้เสมอ และในบัตรฯ
ก็มักมีข้อความที่สะดุดตาว่า 'บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในความเสียหาย สูญหายของ
ทรัพย์สิน'

ข้อสงสัยที่เกิดกับเจ้าของรถยนต์ คือ
หากทรัพย์สินและรถยนต์ที่จอดในอาคารสถานที่นั้นๆ เกิดสูญหายหรือเสียหาย
จะสามารถเรียกร้องให้
ทางฝ่ายอาคารสถานที่ ซึ่งให้บริการพื้นที่จอดรถยนต์แก่ผู้มาติดต่อธุระ
รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ในเมื่อมีการปฏิเสธ
เป็นข้อความชัดเจนไว้แล้วในบัตร

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ คงทำให้ผู้อ่านสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้
หากประสบเหตุการณ์ด้วยตนเอง

เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงาน
วิรัชมีนัดทานอาหารมื้อค่ำกับเพื่อนที่โรงแรมแห่งหนึ่ง
และนำรถยนต์เข้าจอดในสถานที่ซึ่งทางโรงแรมจัดไว้ให้
โดยพนักงานโรงแรมได้จดหมายเลขทะเบียนลงในบัตรจอดรถยนต์ของโรงแรม
และได้ส่งมอบบัตรนั้นให้วิรัชเก็บไว้

ในทางปฏิบัติ โรงแรมนี้มีพนักงานตรวจหมายเลขทะเบียนรถยนต์ในบัตรจอด
ให้ตรงกับรถยนต์ที่จะออกจากโรงแรม และมีป้ายติดไว้ใน
บริเวณที่จอด มีข้อความชัดเจนว่า 'บริการจอดรถยนต์ฟรี
แต่ทางโรงแรมจะไม่รับผิดในทรัพย์สินของผู้มาใช้บริการที่สูญหาย
'ซึ่งวิรัชเองก็
เห็นข้อความนี้แล้ว ขณะนำรถยนต์เข้าจอด

หลังจากเสร็จสิ้นอาหารมื้อค่ำ เขากลับมาที่รถยนต์เพื่อกลับบ้าน
ปรากฎว่ารถยนต์หาย ! สอบถามจากพนักงานโรงแรมพบว่า ผู้ตรวจสอบ
บัตรตอนขาออกบกพร่องในหน้าที่
ไม่ตรวจบัตรของคนร้ายที่ขับรถยนต์ของวิรัชออกไปจากโรงแรม

กรณีนี้ศาลได้พิจารณาคดีแล้วได้ความว่า
การที่โรงแรมเพียงแต่ยอมอนุญาตให้ผู้มาใช้บริการ นำรถยนต์เข้าจอดในที่จัดไว้
โดยมีพนักงาน
มอบบัตรตอนขาเข้าและตรวจบัตรตอนขาออก
เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยให้ผู้มาใช้บริการเข้าจอดรถยนต์ดังกล่าว
ไม่มีลักษณะเป็นการ
มอบการครอบครองรถยนต์ให้แก่ทางโรงแรม จึงไม่ใช่สัญญาฝากทรัพย์

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 ที่วิรัชจะฟ้องเรียกค่าเสียหาย
อันเนื่องจากผู้รับฝากไม่ใช้ความระมัดระวังสงวนทรัพย์สิ
นซึ่งฝากนั้น ตามมาตรา 359
ดังนั้นวิรัชจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโรงแรม
ฐานผิดสัญญาฝากทรัพย์ได้

แต่การที่ทางโรงแรมจัดที่จอดรถยนต์ให้แก่ผู้มาใช้บริการ
โดยมีพนักงานจดหมายเลขทะเบียนรถยนต์ลงในบัตรจอด มอบให้ผู้มาใช้บริการที่
นำรถยนต์เข้ามาจอด
และมีพนักงานตรวจหมายเลขทะเบียนในบัตรจอดให้ตรงกันตอนขาออก
เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการ


ถือว่าโรงแรมมีหน้าที่ต้องระมัดระวังในการตรวจสอบผู้นำรถยนต์ออกจากที่จอดด้วย
แม้ว่าบริเวณที่จอดของโรงแรมจะมีการปิดป้ายประกาศ
ไว้ว่า 'ไม่รับผิดชอบในทรัพย์สินของผู้มาใช้บริการที่สูญหาย 'ก็ตาม
ถือว่าไม่ใช่ข้อความที่ผู้มาใช้บริการซึ่งในที่นี้คือวิรัช ได้ตกลงด้วย โรง
แรมจึงไม่ได้รับการยกเว้นให้พ้นความรับผิดชอบ


เมื่อพนักงานโรงแรมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจหมายเลขทะเบียนบนบัตรจอดของผู้
มาใช้บริการตอนขาออก แต่ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง
โดยงดเว้นไม่ตรวจบัตรตอนคนร้ายขับรถยนต์ของวิรัชออกไป
อันเป็นการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ เป็นผล
โดยตรงทำให้รถยนต์ของวิรัชถูกลักไป และเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ
เป็นเหตุให้วิรัชได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สิน

จึงเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420
และการที่พนักงานโรงแรมทำละเมิดต่อวิรัช ถือว่าพนักงานโรงแรม
ได้กระทำไปในทางการที่จ้างของโรงแรม

ดังนั้นโรงแรมในฐานะนายจ้าง
จึงต้องร่วมรับผิดกับพนักงานโรงแรมซึ่งเป็นลูกจ้าง ในผลแห่งละเมิดนั้น
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ มาตรา 425
เจ้าของรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายหรือสูญหาย
ต้องฟ้องเรื่องการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงจะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้

การจอดรถอย่างมีมารยาท

1. ไม่ควรจอดรถใกล้ปากซอย หรือทางเข้าออกมากเกินไป ทั้งช่วงก่อนถึงและช่วงที่รถ
ต้องเลี้ยวออก ท่านจะทำให้รถที่เลี้ยวเข้าต้องชะลอรถบนถนนใหญ่ และเวลาออกไม่สามารถ
ชิดซ้ายเพื่อเลี้ยวออกได้ทันที ทำให้รถติด ในซอย และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

2. ไม่ควรจอดรถใกล้ทางแยกในซอยที่แคบประมาณสองเลน รถท่านอาจโดนเฉี่ยวจากรถ
ที่ตีวงเลี้ยวไม่พ้นได้ และทำให้การจราจรติดขัดเพราะรถทุกคันต้องชะลอเพื่อหลบรถท่าน

3. หากท่านที่ยังถอยจอดไม่คล่อง ควรฝึกให้เกิดความเคยชิน
เพื่อความรวดเร็วของทั้งตัวท่านเองและเพื่อนผู้ใช้รถทุกคน

4. ก่อนจอดอย่าลืมดูว่ามีคันอื่นที่มาก่อนเราจอดเปิดไฟกระพริบรออยู่หรือไม่
ส่วนมากมักจะเลยไปจากช่องที่ว่าง เพื่อถอยจอด เอาหัวออกมาก่อนให้เค้าได้ออกก่อน

5. อย่าจอดรถหันหัวรถสวนทางกับรถที่วิ่งมา หรือจอดรถต้องชิดซ้ายนั่นเอง
ถ้าวิ่งๆมาแล้วเห็นซีกขวาของซอยว่างแล้ววิ่งสวนเลนไปจอดโดยไม่กลับรถ
ถือว่าผิดกฎจราจร มีสิทธ์โดนใบสั่งได้

6. เส้นเหลือง ห้ามหยุด เผื่อๆไว้หน่อย อย่าตามติดคันหน้า
ถ้าไม่แน่ใจว่า รถท่านจะพ้นเส้นเหลือง

7. ในสถานที่ที่เป็นวันเวย์ต้องวิ่งวนเพื่อออกแล้วไปเจอรถวิ่งช้าเพื่อหาที่จอด
ก็ช่วยๆกันใจเย็นๆ ถ้าเรา เป็นคันหาที่จอดก็เร่งๆหน่อย แต่ถ้าเป็นคันหลังก็ใจเย็นหน่อย
ถนนแบ่งๆกันใช้ จะไปเร่งเค้ามากก็เกินไป แต่คันหน้าช้าไปก็ไม่ดี แบ่งๆกันไปใจเย็นๆ
ยังไงอยู่ในสถานที่แบบนั้นก็ไม่ควรขับเร็วมากนัก

8. จอดรถซ้อนคัน อย่าลืมปลดเบรคมือ ยิ่งซ้อนสองคัน ยิ่งอย่าลืมใหญ่

9. อย่าจอดคร่อมสองช่องจอด หรือชิดเส้นซะจนคันอื่นเข้าไม่ได้
เสียดายถนน เงินภาษีพวกเราทั้งนั้น

10. หลีกเลี่ยงการจอดรถขวางหน้าบ้าน ตึกแถว ถ้าจำเป็นอย่าลืมปลดเบรคมือ

11. บ้านไหนมีขโมยเยอะ ถ้าจอดในบ้านจอดเอียงหน่อยก็ดี ไม่งั้นมันจะเข็นออกง่ายไป
เห็นในข่าวเค้าเอา สังกะสีปูรอบรถ ใครเดินเข้าใกล้หรือคิดจะลากออกก็มีเสียงดังแล้ว
ส่วนพวกที่ล็อคพวงมาลัย ล็อคเกียร์ ล็อค คลัทช์ ทำได้แค่ยืดเวลางัดออกไปเท่านั้น
ไม่กี่นาที ก็ขนไปแล้ว
เขียนโดย DeviLDZa ที่ 5:24 หลังเที่ยง


กลยุทธพิชิตใบขับขี่ สำหรับมือใหม่

คุณๆคนไหนเริ่มหัดขับรถ หวังจะไปทำใขบับขี่ ทั้งไม่เคยผ่านสนามสอบจริงมาก่อน คงแอบมีกังวลกันบ้าง
มีขั้นตอนน่ารู้พร้อมข้อมูลที่ (มั่นใจ)ให้ประโยชน์ มาบอก ‘มือใหม่หัดสอบ’ไว้ใช้จริงในสนาม มาฝากกันค่ะ

สอบทฤษฎี

ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ให้เตรียมทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน รูป 2 ใบ
และใบรับรองแพทย์ ไปยื่นคำร้องที่กรมขนส่งใกล้บ้าน

จากนั้นไปทดสอบตาบอดสีจากเครื่องทดสอบหรือแผ่นภาพ โดยอยู่ห่างในระดับสายตาประมาณ 3 เมตร
และให้อ่านแต่ละสีไม่เกิน 3 ครั้ง ถ้าไม่ผ่าน ก็สามารถแก้ตัวใหม่ในวันนั้น หรือวันทำการถัดไป

ต่อด้วยเข้ารับการอบรมกฎจราจรประมาณ 2.5 ชม.
(มี 2 รอบ 08.30 น. และ 13.30 น.) ซึ่งทุกคนต้องผ่านการอบรมนี้

ตามด้วยสอบข้อเขียน ที่มีทั้งหมด 30 ข้อ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 22 คะแนน จึงจะถือว่าสอบผ่าน


สอบปฏิบัติ
(สามารถนำรถไปเองหรือไปเช่าสอบก็ได้) โดยเริ่มสอบจาก

การเดินหน้า/ถอยหลังเข้าซอง โดยท้ายรถต้องตั้งฉากกับขอบทาง ล้อต้องไม่ทับเส้น
การจอดเทียบฟุตบาทต้องห่างไม่เกิน 25 ซม.
การสอบหยุดรถไม่ทับ และห้ามเกิน 1 เมตรหลังเส้นให้หยุด
การกลับรถในช่องเดินรถ ที่มีหลักตั้งขนานกัน 2 แถว
โดยต้องกลับรถไม่ชน หรือ เบียดหลัก (ไม่เปลี่ยนเกียร์เกินกว่า 7 ครั้ง)

การหยุดและออกรถบนทางลาด ให้ขับที่ความเร็ว 20-30 กม./ชม.
แล้วหยุดในแนวเส้นที่กำหนด ต้องไม่ล้ำหรือต่ำเกินกว่า 1 เมตร

การหยุดรถและออกรถบนเนิน ต้องขับรถบนเนินหรือสะพานโค้ง
แล้วหยุดรถบนเชิงลาดของเนินให้กันชนหน้าอยู่ระหว่าง กึ่งกลางเนิน แล้วออกรถข้ามเนินอย่างปลอดภัย
(เครื่องยนต์ต้องไม่ดับเกิน 2 ครั้ง)

การขับรถตามเครื่องหมายจราจรไม่น้อยกว่า 5 ป้ายเครื่องหมาย
โดยใช้สัญญาณไฟ หรือสัญญาณมือ ทั้งต้องปฏิบัติตาม เครื่องหมายจราจรบนผิวถนนด้วย

โดยการทดสอบขับรถทุกชนิดให้ทดสอบเพียง 3 ข้อ จาก 7 ข้อ (ตามความเหมาะสมของสนามทดสอบ)
หากมีจุดใดไม่ผ่านต้องมาสอบใหม่วันอื่น และเมื่อสอบผ่านจะได้รับใบอนุญาตขับรถชั่วคราว 1 ปี
จากนั้นจึงขอเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลมีกำหนด 1 ปี
เมื่อครบกำหนดจึงขอเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตขับรถชนิดตลอดชีพได้
หากขาดอายุเกิน 1 ปี ท่านจะต้องทดสอบสายตาบอดสี และข้อเขียนใหม่
หากขาดอายุเกิน 3 ปี จะต้องทำการทดสอบใหม่ทั้งหมด

ที่มา http://www.lisathailand.com

เขียนโดย DeviLDZa ที่ 7:21 หลังเที่ยง


การขับรถ ขึ้น-ลง ภูเขาของเกียร์ออโต้

มักจะมีผู้ที่เริ่มขับรถใหม่ๆ ถามบ่อยๆ
ว่าการขับรถ ขึ้น-ลง ภูเขา มีเทคนิคอย่างไรบ้าง

การขับขึ้นเขา:-
ไม่ยาก เหมือนการขับรถขึ้นสะพาน
ก็ใช้เกียร์ D ตามปกติก็ได้
กดคันเร่งขึ้นไปเลย มันจะเลือกตำแหน่งของเกียร์เอง
ว่าความเร็วรถขนาดนี้กดคันเร่งขนาดนี้ควรเป็นเกียร์อะไร
แต่ให้สังเกตุว่าเมื่อใดเครื่องเริ่มตื้อ
เราต้องการเร่งแต่มันเร่งไม่ขึ้น (เช่นตอนขับขึ้นทางชันยาวๆ)
แสดงว่าเกียร์ยังสูงเกินไป ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เกียร์ 2
โดยมันไม่ยอมเปลี่ยนเป็นเกียร์ 1 ให้ ซึ่งถ้าเราต้องการเพิ่มความเร็ว
ก็ให้ดึงคันเกียร์มาที่ L (เกียร์ 1) แล้วเร่งขึ้นไปเลย
แต่อย่าให้ความเร็วรอบเกิน 5000 รอบ/นาที
เครื่องมันจะร้อนและกินน้ำมันมาก
ถ้ามันทำท่าจะเกิน 5000 รอบ/นาที ก็ให้โยกคันเกียร์เป็น 2
ความเร็วรอบมันก็จะตกลงมาจนอาจตื้ออีกก็ได้
การกดคันเร่งแช่เกิน 5000 รอบ/นาที นานๆจะไม่ค่อยดี
เครื่องยนต์อาจ Overheat ได้
ความเร็วรอบควรจะสัก 3500-4000 รอบ/นาที ก็พอ
แบบนี้จะขับแช่นานๆได้



การขับลงเขา:-
ยากกว่าการขับขึ้นเขาเยอะ เพราะถ้าใช้ความเร็วตอนลงเขามากไป
แล้วเจอทางโค้งอาจเบรคเพื่อชลอความเร็วไม่ทัน
มันอาจแหกโค้งลงเหวข้างทางได้
และหากเหยียบเบรคแช่นานๆแทบตลอดทาง
แบบนี้ระบบเบรคจะร้อนจัดจนเสียหายได้
การขับลงเขาหรือลงทางลาดชันนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ
ให้สังเกตว่าแม้จะไม่เหยียบคันเร่ง
แต่รถเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆจน "เกิน" ความต้องการ
จนต้องเหยียบเบรคช่วยเพื่อชลอความเร็วแล้วละก็
แสดงว่ายังใช้เกียร์ที่สูงเกินไป
ให้เหยียบเบรคเบาๆเพื่อลดความเร็วรอบของเครื่องยนต์ลงมา
แล้วเปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำลงอีก
แล้วจึงปล่อยเบรคให้เครื่องยนต์เป็นตัวฉุดความเร็วของรถไว้
บางครั้งต้องใช้เกียร์ 1 (L) ก็ได้ ถ้าทางลงนั้นชันมากและคดเคี้ยว
ถึงแม้รอบเครื่องยนต์จะสูงถึง 5000 รอบ/นาที
ก็ไม่ต้องตกใจ มันไม่พังง่ายๆหรอก
แต่อย่าให้เกิน 6000 รอบ/นาที ก็แล้วกัน
ทีนี้ถ้ามันทำท่าจะเกิน 6000 รอบ/นาที
แม้ว่าใช้เกียร์ต่ำสุดแล้วก็ตาม
ก็ต้องเหยียบเบรคช่วยบ้างเป็นช่วงๆ
ไม่อย่างนั้นเครื่องยนต์พังแน่
แต่อย่าเหยียบเบรคแช่นานๆเด็ดขาด
เพราะเบรคมันจะร้อนจัด จนระบบเบรคเสียหายได้
ซึ่งมันจะเกิดตอนขับลงทางชันยาวๆ เรียกว่าเบรคไหม้ หรือ เบรคแตก
เช่นดอยอินทนนท์ หรือดอยอ่างขาง เป็นต้น


อ้างอิงจาก www.bloggang.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น