วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

เดล คาร์เนกี้ จงเดินอยู่ในห้องที่มีแต่วันนี้ *__*


จงอยู่ในห้องที่มีแต่วันนี้ เป็นหนึ่งในวิธีชนะทุกข์ และสร้างสุข
.....จงสำรวจตัวของท่านเอง ว่า เป็นปกติสม่ำเสมออยู่หรือเปล่า ? ...และ

จงถือเสียว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเมื่อวานนี้ – อดีตเป็นสิ่งที่ล่วงเลยมาแล้วและปิดฉากไปแล้ว...
และสำหรับพรุ่งนี้ - อนาคต – ที่ยังมาไม่ถึง....
จงเอาฉากเหล็กมากั้นไว้เสีย.
อนาคตเพียงแต่เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึงและยังไม่ปรากฏรูปร่าง

เมื่อท่านปฏิบัติได้เช่นนี้ ท่านจะอยู่ในฐานะปลอดภัย - ปลอดภัยสำหรับวันนี้ !!!!!
....ปิดฉากอดีต !!!!! ให้อดีตเป็นความตายที่ถูกฝังไว้แล้ว.....
....ปิดฉากวานนี้ซึ่งท่านอาจจะผ่านมาอย่างโง่เง่าเสียให้หมด.....
.....ภารกิจวันพรุ่งนี้, รวมทั้งเมื่อวานนี้, อย่านำมาปฏิบัติในวันนี้,

มิฉะนั้นจะทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยอย่างร้ายแรงขึ้น
ปิดอนาคตไว้ให้หนาแน่นเช่นเดียวกับอดีต.....
.....อนาคตคือวันนี้.....ไม่มีพรุ่งนี้. จงช่วยตัวท่านเองเสียแต่วันนี้.

ผู้ที่ความห่วงใยสำหรับอนาคตจะทำให้สมรรถภาพหย่อน, จิตใจว้าวุ่น, กระวนกระวายจากทุกข์.....
ท่านปิดมันเสียให้หมด, ทั้งอนาคตและอดีต, และเตรียมที่จะเพาะนิสัยแห่งการมีชีวิตอยู่ " ในห้องที่มีแต่วันนี้ "

เพื่อความสำเร็จของคุณ
เพราะมีแต่วันนี้ เวลานี้ นาทีนี้ เท่านั้น
ที่คุณจับต้องได้...



- อยู่กับปัจจุบัน
- นึกถึงผลเสียหายร้ายแรงที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้ > ยอมรับ > จัดการแก้ไข
- เขียนว่าตอนนี้ทุกข์เรื่องอะไร > แก้ยังไงดี > มีวิธีใดบ้าง > ลงมือทำเมื่อไร
- อย่าอยู่ว่าง
- อย่าปล่อยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาทำให้เราขุ่นใจ
- ใช้สถิติกับเหตุการณ์ตามที่เราเป็นทุกข์ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน
- จงต้อนรับกับสิ่งที่หนีไม่พ้น
- จงใช้คำสั่งหยุดเสียหาย

“อย่า-พยายาม-เลื่อย-ขี้เลื่อย”

เมื่อ 180 ล้านปีมาก่อนไดโนเสาร์ได้เหยียบพื้นดินบนโลกจนเป็นร่องรอย จนถึงวันนี้ร่องรอยนั้นก็ยังคงอยู่ และไม่มีมนุษย์คนใดโง่พอที่จะเปลี่ยนรอยนั้นให้เป็นอย่างอื่นได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์เมื่อ 180 วินาทีก่อนหน้านี้ของ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว

เดลล์ คาร์เนกี้ ผู้เขียนหนังสือเรื่องวิธีชนะทุกข์และสร้างสุข บอกว่า “ความผิดพลาดในอดีตเป็นผลกำไรอย่างหนึ่ง ที่เอาไว้ใช้วิเคราะห์เหตุการณ์ในเวลาต่อมา แต่! อย่าจำความผิดพลาดนั้นให้มาทำร้ายจิตใจ”

พูดง่าย..แต่ทำยาก ถึงจะให้เราลืมเรื่องทุกข์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ว่ามันก็ยังวนเวียนไปมาในจิตใจของเราจะทำอย่างไรดีล่ะ

ถ้าเมื่อไรที่มีทุกข์และกังวลเรื่องในอดีต ให้ทำสองอย่างนี้ได้แก่

1. พูดว่า “ใช่แล้วครับ ใช่แล้วค่ะ ฉัน….(แล้วเติมเรื่องทุกข์ใจที่เกิดขึ้นไปแล้วในช่องว่าง)……

เพื่ออะไร เพื่อให้ตัวเองยอมรับได้

2. วิเคราะห์ความผิดพลาด และศึกษาเพื่อเป็นบทเรียนแก้ไขต่อไป

สองข้อนี้ไม่น่าจะยากเท่าไหร่ และทำได้จริง และให้ผลดีกว่าการนั่งขมวดคิ้ววนไปเวียนมากับเรื่องน่าเขกหัว


"อย่าร้องไห้เพราะนมหก"
เหตุการณ์น่าประทับใจวัยเด็กของมิสเตอร์ซอนเดอรส์ เขาบอกว่าตอนเด็กๆ ครูสอนวิชาสุขศึกษาเอาขวดนมมาตั้งไว้บนโต๊ะหน้าชั้นเรียน ซอนเดอรส์งงว่านมเกี่ยวอะไรกับวิชาที่จะเรียน แล้วจู่ๆ ครูก็ยกมือปัดขวดนมให้ตกจากโต๊ะ และตะโกนลั่นห้องว่า “ อย่าร้องไห้เพราะนมหก!!!” ลองนึกภาพตามดูว่าเด็กๆ ในห้องจะอึ้งแค่ไหน! …แล้วครูก็เรียกเด็กๆ ทุกคนมาดูที่อ่างล้างมือข้างๆ โต๊ะที่ขวดนมวิ่งลงไปแตกกระจายอยู่ในนั้น ครูพูดว่า “ขอให้ทุกคนมองไว้ให้ดี ตอนนี้ นม ไม่เหลืออีกแล้ว มันไหลลงไปตามท่อแล้ว ถึงทุกคนจะร้องไห้ เอะอะไปก็ไม่มีทางได้มันคืนมาแม้แต่หยดเดียว …แต่! ถ้าใช้ปัญญาเพิ่มอีกเล็กน้อย ขวดนมนี้อาจไม่ตกแตก แต่ตอนนี้มันแตกไปแล้ว มีทางเดียวที่จะทำได้คือ ยอมรับว่าตกแตกไปแล้ว ลืมซะ แล้วทำอย่างอื่นต่อ”

นิทานชีวิตเรื่องต่อไปที่เดลล์ คาร์เนกี้เล่าให้ฟังคือ คำพูดของบรรณาธิการคนหนึ่ง ถามนักเรียนในการบรรยายพิเศษว่า “มีใครเคยเลื่อยไม้มั้ย” นักเรียนแทบทุกคนยกมือ (สมัยนั้นคงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำ) บรรณาธิการถามต่ออีกว่า “แล้วมีใครเคยเลื่อย-ขี้เลื่อยมั้ย” …ปรากฎว่าไม่มีใครยกมือเลย ไม่มีใครเลื่อยขี้เลื่อยเพราะขี้เลื่อยมันถูกเลื่อยไปแล้ว เหมือนกับชีวิตของเรา ถ้าเรามัวแต่ไปทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ก็เท่ากับว่า ตัวเองกำลังเลื่อยขี้เลื่อยอยู่ ลองนึกภาพตามดูสิว่ามันจะดูโง่เง่าน่าตลกสักแค่ไหน

บทสรุปของตอนนี้คือ อย่าพยายามเลื่อยขี้เลื่อย และอย่าร้องไห้กับนมที่หกไปแล้ว หมายถึง อย่าเอาเรื่องที่ผ่านไปแล้วมาเก็บเป็นเรื่องทุกข์ใจ จงยอมรับมัน แล้วทำอย่างอื่นต่อไป และวิเคราะห์ถึงความผิดพลาดเพื่อเก็บตุนไว้เป็นปัญญาเพื่อเอาไว้แก้ไขสิ่งที่จะทำต่อไป ไม่ใช่เพื่อเศร้าเสียใจเสียดาย

ย้ำอีกครั้ง! เพราะนมมันหกไปแล้ว และขี้เลื่อยไม่ได้มีไว้ให้เลื่อยอีกต่อไป…

นึกภาพถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเป็นทุกข์

เขาถามว่า เขาควรจะทำอะไรต่อไป เขาควรฝึกงานอะไร เขาจะดำเนินชีวิตในอนาคตอย่างไร

ดูเหมือนเป็นคำถามธรรมดาๆ ที่คนวัยหนุ่มสาวหลังเรียนจบมักจะถามกันทั่วไป

แต่เชื่อไหมว่า หลังจากที่ชายหนุ่มคนนี้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน กลับทำให้เขาเปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น จนกระทั่งประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

ชายหนุ่มคนนี้ได้สัมผัสเข้าใกล้ความห่างไกลจากทุกข์ที่เขากำลังตั้งคำถามในชีวิตอยู่ เพราะเขาพบกับข้อความอันทรงคุณค่าที่กล่าวไว้ว่า “ภารกิจของเราคือ ไม่มองสิ่งที่เห็นสลัวๆ ในระยะไกล แต่ปฏิบัติในสิ่งที่เห็นกระจ่างในระยะใกล้ๆ”

หากพูดให้สั้นลงและกระชับ อาจกล่าวได้ว่า “ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เกิดผลก่อนที่อนาคตจะตามมา”

ชายหนุ่มคนนี้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร

เป็นเพราะเขามีมันสมองอันล้ำเลิศ มีสติปัญญาโดดเด่นเหนือใครๆ หรือไม่

คำตอบที่แน่นอน คือ ไม่

ชายหนุ่มคนนี้มีสติปัญญาที่ธรรมดาเหมือนทุกคน เหมือนเรา เหมือนท่าน

ถ้าอย่างนั้นอะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของชายหนุ่มคนนี้?

ชายหนุ่มคนนี้ตอบกลับมาว่า เป็นเพราะเขา ใช้ชีวิตด้วยแนวคิดที่ว่า “ จงอยู่ภายในห้องที่มีแต่วันนี้”

ชายหนุ่มเล่านิทานเรื่องกัปตันและเรือให้ฟัง ลองนึกภาพว่าคุณมีเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่ต้องล่องไปกลางทะเลที่อาจจะมีทั้งคลื่นลมสงบ หรือ คลื่นโหดซัดถาโถม ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

แต่คุณเป็นกัปตันก็คงไม่เพียงแต่นอนหาวอยู่ในห้อง คุณจะต้องทำอะไร?

ใช่แล้ว คุณจะต้องเดินสำรวจตรวจตราว่าเรือแต่ละส่วนยังโอเคอยู่หรือเปล่า

เปรียบเสมือน คุณกำลังสำรวจตัวเองว่ายังปรกติอยู่หรือเปล่า และ ได้เตรียมความพร้อมอย่างดีที่สุดแล้ว ไหงกังวลอีก

เพื่อเตรียมความพร้อมกับคลื่นที่สงบและคลื่นที่ซัดถาโถมที่อาจจะเกิดขึ้น

ชายหนุ่มคนนี้บอกว่า งานในวันพรุ่งนี้ รวมถึงเมื่อวานนี้ อย่าเอามาทำในวันนี้ จงปิดประตูอนาคต

แท้จริงแล้วคำว่าอนาคต หมายถึง วันนี้

และวันนี้ หมายถึง อนาคต

เขาบอกให้เราทุกคนบ่มเพาะนิสัยที่น่าทำตามเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ นิสัยแห่งการมีชีวิตอยู่ในห้องที่มีแต่วันนี้

จงอยู่ภายในห้องที่มีแต่วันนี้

จงอยู่ภายในห้องที่มีแต่วันนี้


คนอเมริกันอาจจะสวดมนต์อ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้า

และคนไทยก็สวดมนต์ขอพรจากพระพุทธรูปหรือเทพเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

“สาธุ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุขความเจริญในภายภาคหน้าด้วยเถิด”

แล้วทำไมต้องเป็น “ในภายภาคหน้า” ด้วยล่ะ

ทั้งๆ ที่เทพเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยินดีที่จะให้คุณมีความสุขตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่คุณยกมือไหว้ ตั้งแต่คุณคิดและเอ่ยคำขอพร

ทำไมจึงไม่รับพรจากเทพเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่วันนี้เลยล่ะ

ในหนังสือเล่มหนึ่งได้บันทึกวาทะผู้ประสบความสำเร็จไว้ว่า “อย่าได้คิดอย่างใดถึงพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้จะดูแลตัวของมันเอง จงหามาให้พอสำหรับวันนี้ แล้วจะไม่มีสิ่งร้ายมากล้ำกราย” ผู้ประสบความสำเร็จผู้นั้นคือ ศาสดาของศาสนาคริสต์นามว่า เยซู เยซูยังบอกอีกว่า “อย่าวิตกกังวลอย่างใดถึงพรุ่งนี้”

ช่างน่าแปลกใจที่คำสอนของเยซู ช่างเหมือนกับสิ่งที่ทางพระพุทธศาสนาได้พร่ำสอนไว้ว่า “จงอยู่กับปัจจุบัน”

คำถามที่อาจโผล่ออกมาในจิตใจว่า “ ถ้าหากเราไม่วางแผนถึงพรุ่งนี้เลยมันจะเกิดอะไรขึ้น มันจะไม่ดีกว่าหรือที่เราเตรียมพร้อมเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้น”

เป็นคำถามที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่มีเรื่องราวที่อยากจะเล่าให้ฟัง ลองฟังดูก่อนไหม

วันที่น่ามืดมนของ ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินคู่ควงมากับโรคชนิดหนึ่งที่เรียกว่า โรคปวดลำไส้ใหญ่ ชายคนนี้มีชีวิตในช่วงสงครามที่เราๆ ท่านๆ ในที่แห่งนี้อาจไม่เคยพานพบมาก่อนว่ามันมีสถานการณ์เป็นอย่างไร

ชายคนนี้มีหน้าที่การงานที่ไม่น่าทำงานเป็นที่สุด คือ เป็นเสมียนลงทะเบียนหลุมศพของผู้ตายในภาวะสงคราม ทุกๆ วันเมื่อปรายตาไปที่ใดก็เจอะกับร่างกายไร้ลมหายใจ ศพแล้วศพเล่า ศพแล้วศพเล่า ชายคนนี้เป็นทุกข์เพราะหวาดกลัวว่าจะปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาด กลัวว่าจะเกิดความสับสน กลัวว่าจะไม่ได้กลับไปดูหน้าลูกชายที่เพิ่งเกิด เขาพบว่าตัวเองน้ำหนักลดลง ผอมซูบ สติไม่อยู่กับตัว คล้ายจะวิกลจริต ร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลซึมออกมาจากลูกตาด้วยความเศร้าหมองและหมดหวัง เพียงแค่เขาเล่าให้ฟังก็แทบจะไม่อยากฟังต่อแล้ว

แต่ประสบการณ์ของเขาที่กำลังจะเล่าต่อไปนั้น ชวนให้พวกเราต้องนึกขอบคุณไว้ในใจเลยทีเดียว

ขณะที่ชายคนนี้กำลังเศร้า มีนายแพทย์คนหนึ่งตรวจอาการปวดลำไส้ของเขา และฟังธงบอกว่า ชายคนนี้ไม่ได้ป่วยเพราะกินอะไรที่เป็นพิษร้ายเข้าไป

แต่ป่วยเพราะจิตใจต่างหาก

นายแพทย์ผู้นี้ มิได้สั่งยาเม็ดให้เขาทาน ไม่ได้ฉีดยาระงับความปวดให้ชายคนนี้

แต่กลับสอนว่า “นี่คุณ ชีวิตของคุณเหมือนกับนาฬิกาทราย ทรายค่อยๆ ลอดผ่านไปทีละเม็ดๆ คุณไม่สามารถทำให้ทรายทุกเม็ดผ่านไปได้ในรวดเดียว ก็เหมือนกับเวลาตอนนี้ที่คุณกำลังกังวลทั้งเรื่องงาน เรื่องลูก และเรื่องตัวเอง แต่ดูสภาพของคุณตอนนี้สิว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นเพื่อไม่ให้เจ็บป่วยอย่างนี้คุณจะต้องปฏิบัติงานแต่ละงานด้วยการค่อยๆ ทำไปทีละอย่าง การโหมทำหลายอย่างพร้อมกันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ขอให้คุณทำแบบเดียวกับนาฬิกาทรายไว้เถิด จงจำหลักปรัชญานี้ไว้ว่า ทรายต้องผ่านทีละเม็ด…ปฏิบัติงานทีละอย่าง ทรายต้องผ่านทีละเม็ด…ปฏิบัติงานทีละอย่าง”

ชายผู้เจ็บปวดลำไส้คนนี้ ท่องหลักปรัชญาที่ว่า “ทรายต้องผ่านทีละเม็ด…ปฏิบัติงานทีละอย่าง” และลองทำตามดู จนพบว่า ตัวเขาเองสามารถทำงานได้อย่างดี ไม่ปวดหัว วุ่นวายใจอีกต่อไป ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

จากเรื่องราวความสำเร็จในการเอาชนะทุกข์กายของชายผู้ปวดลำไส้คนนั้น สะท้อนความจริงในยุคสมัยแห่งข้อมูลข่าวสารในตอนนี้ คุณเคยเห็นไหมหลายคนที่เจ็บป่วย เป็นโรคประสาทและโรคทางใจที่เกิดจากความเป็นทุกข์

ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้แทบจะไม่สามารถป่วยได้เลย เขาจะสามารถยิ้มแย้มเบิกบานได้ เพียงแค่เชื่อและทำตามหลักการในเรื่อง “จงมีชีวิตอยู่ในห้องที่มีแต่วันนี้”

“อดีตนั้นผ่านไปแล้ว อนาคตเป็นเพียงสิ่งที่ยังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างและไม่รู้ว่าจะยาวนานสักเพียงใด แต่วันนี้เราควรมีความสุขตลอดวันตั้งแต่เราตื่นมาจนกระทั่งหลับไป”

เพียงแค่เชื่อและทำตามหลักการที่ว่า

“คนฉลาดย่อมถือว่าวันหนึ่งๆ เป็นชีวิตใหม่ของเขา”

เพียงแค่เชื่อคำว่า “วันนี้เป็นชีวิตใหม่”

เพียงแค่เชื่อคำว่า “พรุ่งนี้ช่างมัน ชีวิตของฉันอยู่วันนี้ก็พอแล้ว”

เพียงแค่เชื่อคำว่า “จงสุขสำราญตั้งแต่วันนี้ จงจับวันนี้ให้มั่น และใช้มันให้เป็นประโยชน์สูงสุดแก่คุณ”

เพราะ “วันนี้เป็นวันที่สร้างขึ้นใหม่ เราจะต้องรื่นเริงและชื่นชมเบิกบานตลอดวัน”

แนวคิดเหล่านี้ หากคุณเชื่อและทำตาม จะทำให้การใช้ชีวิตของคุณสดชื่นแจ่มใสอยู่ทุกวัน ทุกชั่วโมง เป็นความสุขที่หาค่าไม่ได้

ค่าของความสุขที่คุณจะได้รับวันนี้ คุณอยากจะซื้อเท่าไหร่ดีล่ะ

50 บาทต่อชั่วโมงหรือ 100 บาท หรือว่า 10,000 บาทเลยล่ะ?

ความสุขสำหรับวันนี้นั้นคุณไม่ต้องซื้อหามัน

แต่ถ้าหากคุณยิ้ม รื่นเริง กล่าวสวัสดีทักทายและยินดีต้อนรับเชื้อเชิญพามิสเตอร์ตอนนี้แอนด์มิสสิสวันนี้เขามาในบ้านของคุณได้แล้วล่ะก็ ไม่รู้ว่าคุณจะรู้หรือเปล่านะว่า มิสเตอร์แอนด์มิสซิสคู่นี้กำลังจะมอบทรัพย์สินทางจิตใจที่มีราคาเป็นพันหมื่นแสนล้านหน่วยให้กับคุณ!

ทุกๆ เช้าที่คุณตื่นมา คุณกล่าวทักทายมิสเตอร์ตอนนี้แอนด์มิสซิสวันนี้แล้วหรือยัง?

บทสรุปเรื่องเล่าในห้องที่มีแต่วันนี้ ณ ตอนนี้

ด้วยการเล่นเกมส์ตอบคำถามเหล่านี้ไปพร้อมๆ กัน

เกมข้อที่หนึ่ง ถามว่า คุณกำลังขมวดคิ้วด้วยความเป็นทุกข์เพราะเรื่องของพรุ่งนี้ที่ยังอยู่ในวิมานแห่งความฝันของคุณอยู่หรือเปล่า

ถ้าตอบใช่ ก็จงอยู่ภายในห้องที่มีแต่วันนี้

เกมข้อที่สอง คุณกำลังรู้สึกเสียใจ รู้สึกเสียดาย รู้สึกเสียเวลา รู้สึกเสียความรู้สึกกับเรื่องเมื่อตะกี้ เรื่องเมื่อวาน เรื่องเมื่อวานก่อน เรื่องเมื่อ 2 วันก่อน เรื่องเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เรื่องเมื่อปีที่แล้ว เรื่องในเวลาที่ผ่านไปแล้วอยู่บ้างหรือเปล่า

ถ้าตอบใช่ ก็ขอให้คิดเสียว่า วันนี้เป็นชีวิตใหม่ เป็นวันที่คุณที่ก้าวมาสู่โลกใบใหม่ที่คุณยังไม่เคยเห็นมาก่อน

เกมข้อที่สาม คุณกำลังรู้สึกว่า “เกาะติดวันนี้ให้เหนียวหนึบหนุบหนับอย่างสนุกสนานสำราญใจ” อยู่หรือเปล่า

ถ้าตอบว่า ไม่ ก็จงกวักมือเรียกมิสเตอร์ตอนนี้และมิสซิสวันนี้มาจับมือแล้วกระโดดโลดเต้นยิ้มร่าไปด้วยกันกับคุณ

เกมข้อที่สี่ คุณทำตัวให้มีความสุข มีความสบายด้วยการมีชีวิตอยู่ในห้องที่มีแต่วันนี้ได้หรือเปล่า

ถ้าตอบว่า ไม่ ก็อยากบอกให้รู้ไว้ว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะเป็นทุกข์และกลุ้มใจ เพราะ อะไรก็เกิดมันก็ต้องเกิด ตามบทเพลง
Que sera sera
What ever will be will be
The future’s not ours to see
Que sera sera
What will be will be


เกมข้อสุดท้าย แล้วคุณจะเริ่มสั่งอาหารชุด Happy Now “จับวันนี้ให้มั่น ทิ้งอดีต ไม่กังวลอนาคต” ได้เมื่อไหร่ล่ะ ตอนนี้เลยไหม? หรือจะเริ่มเดือนหน้า? เป็นสัปดาห์หน้าดีไหม? หรือจะเริ่มพรุ่งนี้เลย? แล้วทำไมไม่เริ่มตั้งตอนนี้-วันนี้ซะเลยล่ะ?

คำตอบข้อสุดท้าย ไม่มีเฉลย ไม่มีใครรู้ว่าคุณจะคิดอะไร รู้แต่ตอนนี้คุณต้องตอบแล้วล่ะ!

คุณตัดสินใจที่จะคว้าความสุขตั้งตอนนี้แล้วใช่ไหม?

*สรุปตามความเข้าใจของผู้เขียน จากหนังสือเรื่อง วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข ผลงานอมตะของ เดล คาร์เนกี้

http://www.psychola.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น