วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

'ริสา ถึง พรรณพิลาศที่รัก

ค่ายพักแรม
พรรณพิลาศที่รัก

ขณะที่หม่อมฉันกำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ความรู้สึกทั้งหมดเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย โดยเฉพาะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่หม่อมฉันเขียนคำว่า "พรรณพิลาศที่รัก" ได้อย่างแน่ใจและปลื้มใจเป็นล้นพ้น จดหมายฉบับนี้ไม่ใช่จากเจ้าชายโอริสสาวัฒนา เสนาบดีกุสารัฐถึงเจ้าหญิงพรรณพิลาศแห่งพรหมมินทร แต่เป็นจดหมายของผู้ชายคนหนึ่งถึงสตรีอันเป็นสุดที่รักของเขาและเป็นที่หวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะมีโอกาสพูดคำนี้ด้วยปากของเขาเอง เมื่อมาถึงวันนั้นเขาก็ปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ยินพระสุรเสียงไพเราะอ่อนหวานรับสั่งว่า
"ริสา...ยอดรัก!"
เหมือนกับที่เขาได้ยินพระสุรเสียงนั้นมาแล้วว่า
"ริสา..."
จนกระทั่งบัดนี้...ขณะนี้...หม่อมฉันก็ยังจำภาพของเจ้าหญิงนับตั้งแต่แรกพบได้ติดตาแทบจะเรียกได้ว่าทุกอิริยาบถ ตลอดระยะเวลาที่หม่อมฉันออกจากกุสารัฐมาสู่พรหมมินทร...หม่อมฉันครุ่นคิดคำนึงแต่เพียงว่า ความรัก ความหวัง ทั้งมวลของหม่อมฉันขึ้นอยู่กับพระดำรัสแต่เพียงคำเดียว เจ้าหญิงจะรับสั่งว่าอย่างไรหนอ หม่อมฉันมีความหวังแต่เพียงน้อยนิดเท่านั้นว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงรังเกียจหม่อมฉัน

ตลอดเวลาเจ้าหญิงคงไม่ทรงทราบว่าลายพระหัตถ์ทุกฉบับที่ทรงกล่าวถึงเจ้าชายโสภณา หัวใจของหม่อนฉันเร่าร้อนไปด้วยความริษยาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเลย พร้อมกันก็อดหวั่นเกรงไม่ได้ว่าเจ้าชายโสภณาคงจะแย่งชิงสิ่งที่หม่อมฉันเฝ้ารักเฝ้ารอและเฝ้าหวังมานานปีไปเสีย...หม่อมฉันต้องขอสารภาพว่าการมาสู่พรหมมินทรของหม่อมฉันนั้นเป็นครั้งแรกที่หม่อมฉันใช้การเมืองเป็รเครื่องบังหน้า่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เพราะถ้าหม่อมฉันมาพรหมมินทรก็ควรจะต้องมี "ข้อราชการ" แต่ส่วนลึกที่สุดของหัวใจนั้นหม่อมฉันคาดว่าก่อนที่เจ้าชายโสภณาจะเสด็จกลับ อย่างน้อยก็คงจะต้องทรงพยายามเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อชัยชนะในองค์เจ้าหญิงและความรู้สึกเร่าร้อนหวั่นเกรงในข้อนี้เองทำให้หม่อมฉันต้องมาพรหมมินทรทั้งๆที่รู้ดีว่าถ้าเจ้าหญิงจะทรงตกลงพระทัยอย่างนั้นแล้วการมาของหม่อมฉันก็คงไม่มีความหมายอยู่นั่นเอง แต่...หม่อมฉันก็เป็นเพียง "ผู้ชาย" คนหนึ่งที่อาจจะทำอะไรได้ทุกอย่างทั้งที่มีเหตุผลและปราศจากเหตุผลในเรื่องของ "ความรัก"

ทันทีที่ถึงพรหมมินทรและทราบข่าวว่า ทางราชสำนักกำลังมีงานเลี้ยงถวายเจ้าชายโสภณา ความรู้สึกพลุ่งพล่านนั้นก็ถึงขึดสุดจึงได้ขอเข้าเฝ้าทันทีเพราะหวังว่าอย่างน้อยเจ้าหญิงได้ทราบข่าวการมาของหม่อมฉันและถ้าหากจะตกลงพระทัยอย่างไรก็อาจจะทรงสะดุดพระทัยระลึกถึง "สัญญาบ้าง" หม่อมฉันตรงเข้าไปขอเฝ้าทั้งๆที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเพราะกลัวว่าทุกสิ่งทุกหย่างจะสายเกินไป และแล้วท่ามกลางการรอคอยอย่างกระวนกระวายนั้นเสียงฝีเท้าเบาๆกระทบพื้นหินเป็นจังหวะก็ดังขึ้น แม้จะค่อยแสนค่อยแต่สำหรับผู้ที่รอคอย...เสียงนั้นเสมือนจะก้องกังวานไปทั่ว เมื่อหันกลับมาภาพที่ได้เห็นเป็นภาพของสตรีในชุดขาวบางเบาก้าวย่างออกจากเงามืดมายืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงไฟ...ภาพนั้นดูเหมือนจะเด่นประทับอยู่ในความทรงจำของหม่อมฉันอยู่จนบัดนี้...นับตั้งแต่พระเกศาที่ทรงมุ่นเกล้าประดับด้วยดอกกุหลาบสีขาวแรกแย้มรับกับดวงพักตร์ขาวนวลแจ่มกระจ่างอยู่กลางแสงไฟ รวมทั้่งรอยแย้มสรวลน้อยๆบนพระพักตร์ที่งดงามที่สุดเท่าที่หม่อมฉันเคยเห็นมา พระภูษาบาง เบา ปลิวสะบัดไปตามลม ทำให้่เครื่องประดับที่ปักไว้โดยรอบบังเกิดประกายระยิบระยับ คำแรกที่ได้ยินเป็นพระสุรเสียงไพเราะกังวานหวาน
"เธอรึที่มีธุระขอเฝ้าเจ้าหลวง?"

ความแจ่มใสบริสุทธิ์ของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าทำให้ความละอายวูบขึ้นมาทันที หม่อมฉันมีสิทธิ์อะไรที่จะเข้ามายุ่งกับความผาสุกในอนาคตของเจ้าหญิง ทำไมหม่อมฉันจะต้องทวง "สัญญา" ที่เลื่อนลอยและนำมาผูกมัดอย่างนั้น หม่อมฉันจึงเปลี่ยนความตั้งใจคิดว่าจะยังไม่ทูลว่าหม่อมฉันคือใคร แต่ถึงกระนั้นก็ยังหนีไม่พ้นจากความสังเกตและความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศของเจ้าหญิงไปได้ พร้อมกันหม่อมฉันอดภูมิใจไม่ได้ว่าเจ้าหญิงทรงจำหม่อมฉันได้แม้กระทั่งของเล็กๆน้อยๆ หม่อมฉันจึงแน่ใจว่าเจ้าหญิงไม่เคยลืมเลือนหม่อมฉัน...พระสหายครั้งเยาว์วัยคนนี้เลย! คืนนั้นหม่อมฉันกลับไปนอนด้วยความรู้สึกเป็นสุขแม้ว่าขณะนั้นงานสำคัญของหม่อมฉันกำลังอยู่ระหว่างการชี้ขาดว่าจะเป็นผลหรือไม่!

การเข้าเฝ้าเจ้าอาในตอนเช้า แม้จะมีข้อราชการที่ต้องทูลให้ทรงทราบและปรึกษาหารือมากมายเท่าไรแต่หม่อมฉันก็ยังรู้สึกเป็นสุข เพราะหม่อมฉันแน่ใจว่าในสถานที่ที่ไม่ห่างจากหม่อมฉันเท่าใดนัก ผู้ที่หม่อมฉันรักประทับอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง เจ้าอากับหม่อมฉันมีเรื่องพูดกันมากมายทุกแง่ทุกมุม เราโต้แย้งกันและปรึกษากันในเรื่องเดียวคือ อนาคตของเจ้ากรุงกุสารัฐคนใหม่! ซึ่งเป็นทั้งศิษย์และพระอนุชาของเจ่้าหญิงของหม่อมฉัน...งานเมืองทั้งหมดดำเนินไปเรียบร้อยทุกประการ หม่อมฉันคอยเวลาที่เหลือไว้สำหรับงานของหัวใจเพียงชั่วระยะสั้นๆนั้นอย่างใจจดใจจ่อ ตราบจนกระทั่งหม่อมฉันมีโอกาสได้พูดกับฝ่าบาทในสวน แม้เวลานั้นจะผ่านไปจากนี้จนนานแสนนาน...หม่อมฉันก็จะขอจดจำไว้ เพื่อว่าต่อไปภายหน้ายามที่แก่ชราหม่อมฉันก็คงจะระลึกถึงเหตุการณ์ตอนนี้ด้วยความผาสุก และถ้าหากว่าหม่อมฉันมีลูก หม่อมฉันก็คงจะได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่พ่อกับแม่ได้พบกัน ตราบจนกระทั่งเจ้าพ่อได้หัวใจของเจ้าแม่มาอย่างไรให้ลูกฟังด้วยความภาคภูมิใจ เพราะเจ้าแม่ของเขารักเจ้าพ่อของเขาด้วยหัวใจอย่างแท้จริง และกว่าเจ้าพ่อจะได้องค์เจ้าแม่มา...เจ้าพ่อของลูกๆจะต้องใช้ความพยายามเสียยิ่งกว่าการดำเนินวิเทโศบายต่างประเทศ!

ในฐานะที่เป็นเจ้าชายเสนาบดี หม่อมฉันเคยผ่านราชการงานเมือง การออกแขกเมืองมามากมายไม่เคยสักนิดเดียวที่จะรู้สึกประหม่า แต่ยามที่ยืนอยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่ตัวใฝ่ใจกลับอดรู้สึกประหม่าไม่ได้ ทั้งๆ ที่ผู้หญิงคนนั้่นน่ารักมากกว่าน่ากลัว โดยเฉพาะในชุดพระภูษาสีชมพูจางๆจนเกือบขาว เครื่องประดับชิ้นเดียวที่ทรงอยู่คือสร้อยไข่มุกที่หม่อมฉันส่งมาถวาย! ขณะที่เราเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ หม่อมฉันจึงตัดสินใจว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมัวกลัวและมัวหวังอยู่โดยไม่พยายามที่จะรู้ความจริง และแล้ว...วันนั้นหม่อมฉันก็ได้รับคำตอบ แม้จะเป็นคำตอบสั้นๆว่า
"ริสา..."
แต่พระสุรเสียงที่อ่อนหวานเช่นนั้น...ดวงพักตร์สีแดงเข้มเช่นนั้น...มีค่ายิ่งกว่าคำพูดอื่นๆหลายเท่า หม่อมฉันเพิ่งรู้สึกว่าความสุขที่สุดของมนุษย์นั้นเป็นอย่างไร!

ในขณะที่เขียนจดหมายฉบับนี้หม่อมฉันพักอยู่ที่ค่ายพักแรม น่าขันที่ว่าตอนขาไป หม่อมฉันมัวแต่คิดอะไรต่อมิอะไรและรีบจนไม่ได้สังเกตุภูมิประเทศ แต่ขณะนี้...ยามนี้...หม่อมฉันปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ฝ่าบาทมาประทับอยู่ใกล้ๆ เพื่อที่จะได้ชี้ให้ทอดพระเนตรทิวทัศน์ตรงหน้า จากค่ายที่พักเชิงเขา สองฝั่งเป็นโขดหิน กรวดทรายสีต่างๆ บางตอนสลับด้วยพุ่มไม้เตี้ยๆและพงหญ้าซึ่งออกดอกสีขาวไสว...พรรณพิลาศยอดรัก...หม่อมฉันสัญญาว่าถ้าหากงานการเมืองชิ้นสุดท้ายที่สำคัญยิ่งชิ้นนี้เสร็จเรียบร้อยจะไม่มีสิ่งใดมายึดตัว 'ริสาของฝ่าบาทไว้ได้อีกเลย เวลาทั้งหมดของหม่อมฉันจะมีไว้เพื่อพรรณพิลาศองค์เดียว

ภูมิประเทศอย่างนี้ หากฝ่าบาทมาประทับอยู่ใกล้ๆ หม่อมฉันคงจะมีความสุขมากกว่านี้ หม่อมฉันอยากจะชี้ชวนให้ฝ่าบาทดูนกป่าสีขาวที่กำลังบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ปีกสีขาวที่โบกกระพือตัดกับสีครามเข้มดูกระจ่างชัด พรรณพิลาศ...อยากมาประทับอยู่ใกล้ๆหม่อมฉันบ้างไหม? หม่อมฉันเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่เคยทูลถามสักครั้งเดียวว่าทรงโปรดภูเขาหรือเปล่า? แต่ถึงแม้จะไม่โปรดหม่อมฉันก็จะพยายามหาที่ถวายใหม่ให้พอพระทัยให้จงได้ ที่พูดอย่างนี้เพราะหม่อมฉันเคยทูลว่าหม่อมฉันจะขอต้นหยาดฟ้าจากแคว้นพรหมมินทรไปปลูกที่อมริตสา แต่ฝ่าบาททรงแย้งว่าอากาศที่อมริตสาไม่ดีพอ หม่อมฉ้นอยากจะทูลถามว่าที่รับสั่งเช่นนั้นจริงหรือเปล่า เพราะฝ่าบาทก็ย่อมทรงทราบดีว่า ต้นหยาดฝนต้นเดียวที่งามที่สุดของพรหมมินทร จนหม่้อมฉันปรารถนาเป็นที่สุดที่จะได้มาประดับแคว้นอมริตสานั้น หม่อมฉันหมายความว่ากระไร

พรรณพิลาศ...คงอีกไม่นานหม่อมฉันก็จะได้นำเสด็จไปสู่ "บ้านของเรา" ที่แคว้นเหนือโน่น หม่อมฉันตั้งใจไว้ว่าทันทีที่กลับถึงบุระเนินฟ้าหม่อมฉันจะส่งภาพวังทุกแห่งมาถวายเพื่อให้ทรงเลือกที่ๆพอพระทัยมากที่สุดสำหรับไว่้เป็น "บ้านของเรา" หม่อมฉันจะได้เตรียมให้คนเปลี่ยนแปลงห้องหรือเครื่องประดับต่างๆตามที่ทรงมีพระประสงค์ ขณะนี้...ยามนี้...หม่อมฉันได้แต่คิดฝันล่วงหน้าจนกว่าจะถึงวันนั้น...

ด้วยความรักทั้งหมดจากหัวใจ
'ริสาของพรรณพิลาศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น