วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

เจ้าหญิง ถึง ริสา

พรหมมินทร ราชนิเวศน์
ทูลเจ้าชายโอริสสาวัฒนา

หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ของฝ่าบาทแล้ว แต่มีข้อความหลายตอนที่หม่อมฉันยังไม่เข้าใจนัก เพราะลายพระหัตถ์ในตอนแรกๆ รับสั่งว่าทรงคอยจดหมายตอบจากหม่อมฉัน แต่ในตอนหลังดูเหมือนจะรับสั่งว่าถ้าหม่อมฉันจะไม่ตอบก็ได้ หม่อมฉันเลยไม่เข้าใจว่าทรงหมายความว่าอย่างไร เรื่องนักการฑูตนีี่...หม่อมฉันได้ยินกิตติศัพท์เขาเล่าลือกันนักหนาแล้วว่า ถ้านักการฑูตตอบรับออกมาเลยมิใช่หมายความว่าจะเป็นดังนั้น แต่หมายความเพียงแค่ "อาจจะ" แต่ถ้าบอกว่า "อาจจะ" หมายความว่า "ไม่" หากนักการฑูตคนใดปฏิเสธว่า "ไม่" คนๆ นั้นก็ไม่ใช่นักการฑูต ! นักการฑูตชั้นดี การที่จะพูดอะไรออกไปนั้นต้องพยายามให้มีแง่มุมไว้เสมอ คือคำพูดประโยคเดียวกันนั้นจะตีความว่า "ใช่" หรือ "ไม่" ก็ได้ทั้งสองประการ แล้วแต่ว่าอรรถประโยชน์ใดจะมากกว่ากัน ลายพระหัตถ์ของฝ่าบาทที่ทรงมีไปถึงหม่อมฉันถ้าอ่านให้ดีๆ แล้วจะรู้สึกว่าดูเหมือนจะเป็นรายงานภาวะการเมืองทั่วไประหว่างพรหมมินทรกับแคว้นสาละวัณมากกว่า เพราะข้อความโดยมากมักจะยกเหตุผลทางด้านการเมือง ด้านภูมิศาสตร์ ยุทธศาสตร์ และอื่นๆ มาแประกอบชี้แจงให้เห็นว่า ถ้าเกิดมีการรวมระหว่างแคว้นทั้งสองแล้วผลได้ผลเสียจะเป็นอย่างไร

แม้การทั่งในด้านที่ทรงสมมุติพระองค์เองเป็นผู้หญิงก็ดูเหมือนจะทรงลืมไปว่าการที่จะเป็น "ผู้หญิงจริงๆ" นั้นมิใช่ของง่าย ความแตกต่างที่สำคัญอย่างยิ่งระหว่างเพศทั้งสองคือ ผู้ชายมักตัดสินอะไรๆทุกอย่างในชีวิตด้วยสมอง ด้วยเหตุผลที่รอบคอบเล็งการณ์ไกล แต่ผู้หญิงตัดสินใจทุกเรื่องทุกกรณีด้วยหัวใจ! ผู้หญิงไม่เคยต้องการเหตุผล ไม่ต้องการผลประโยชน์ทางการเมือง ความต้องการมีอยู่ประการเดียวคือ ตัวเองพอใจทีจะกระทำเช่นนั้นหรือเปล่า? ฉะนั้นการที่ฝ่าบาททรงสมมุติองค์เองเป็นผู้หญิงแต่กลับทรงตัดสินพระทัยเห็นดีเห็นชอบกับเหตุผลในด้านอื่นๆมากกว่าหัวใจของตนเองแล้ว การสมมุตินั้นเป็นอันใช้ไม่ได้ รวมทั้งข้อแนะนำร้อบแปดพันประการที่ทรงพยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสาละวัณและกรณีที่หากจะเกิดมีการรวมตัวระหว่างทั้งสอง หม่อมฉันจะยังไม่ยืนยันว่าการรวมแคว้นทั้งสองนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ แต่ถ้าหากการรวมกันจะเกิดขึ้นจริงแล้วคงจะไม่ใช่เพื่อการเมืองมากไปกว่าความพอใจจากใจจริงของหม่อมฉัน ซึ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ถือค่าของความผาสุกทางใจมากกว่าอำนาจราชศักดิ์ที่ทรงอุตส่าห์ชี้ช่องให้...........

พอล่วงพระทวารเข้าไปยังที่ประทับของเจ้าแม่ ปรากฎว่าเจ้าแม่ทรงวุ่นวายอยู่กับกระดาษรายฃื่ออาหารยางเหยียด มีนางกำนัลคอยจดข้อความที่รับสั่ง
"ทำอะไรเพคะ?"
"หญิงใหญ่...กลับแล้วหรือลูก?"
"เพคะ เพิ่งกลับมาครู่นี้เอง เจ้าแม่ทรงทำอะไรเพคะ?"
"เตรียมงานเลี้ยง..."
"งานเลี้ยง!"
เจ้าแม่ทรงเหลือบพระเนตรมอง ทำให้หม่อมฉันไม่กล้าพูดต่อ สีพระพักตร์ของเจ้าแม่มีรอยแย้มสรวลนิดๆ
"งานเลี้ยงส่งเจ้าชายโสภณาเสด็จกลับไงลูก"
"เจ้าชายจะเสด็จกลับหรือเพคะ?"
"จ๊ะ...เห็นว่าอย่างนั้นนี่ เพราะทรงมีหมายกำหนดที่จะทูลลาเจ้าพ่อแล้ว"
หม่อมฉันรู้สึกว่าบรรยากาศภายในที่ประทับของเจ้าแม่แจ่มใสเสียจริงๆ!
"ถ้ายังงั้นหญิงจะช่วยเพคะ"
"จะให้เร็วเข้าหรือ?"
"หญิงอยากให้วันนั้นมาถึงเร็วๆเพคะ เพราะถ้างานพิธีใดถ้าลงเจ้าแม่ทรงอำนวยการแล้วงานนั้นสนุก งดงาม หาที่เปรียบไม่ได้ทุกที"
"แม่ก็แน่ใจว่าหญิงจะชอบงานของแม่!"
ทรงรับสั่งเปรยๆ แล้วก็หันไปรับสั่งกับนางพระกำนัลต่อไป หม่อมฉันคิดว่าหลังจากช่วยเจ้าแม่ทรงทำงานเสร็จแล้วจะไปเล่นดนตรีฉลองเสียหน่อย!
จดหมายฉบับนี้ของหม่อมฉันค่อนข้างจะเหลวไหลไม่ได้เรื่องสำคัญอะไร แต่ที่ทูลมาเพราะฝ่าบาทรับสั่งว่าแม้จะไม่มีเรื่องก็ขอให้เล่าอะไรต่อมิอะไรถวายบ้าง หม่อมฉันได้พยายามปฏิบัติตามรับสั่งทุกประการ มิฉะนั้นจะถูกกล่าวหาอีกว่าหม่อมฉันลืมพระสหายครั้งวัยเยาว์!
ด้วยความรำลึก
พรรณพิลาศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น