วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

ให้สุขแก่กันเหมือนตื่นเช้าล้างหน้า..


เพราะเธอกับฉัน
ตั้งใจให้สุขแก่กัน
ทุกปัจจุบันขณะ...
จึงไม่มีคำต่อว่า
สำหรับอดีตที่ผ่านไป
และไม่มีคำเรียกร้อง
สำหรับอนาคตที่ยังไม่มา...

ข้อความนี้เขียนไว้ให้ว่าที่เจ้าสาวที่ข้าพเจ้ารักเหมือนลูกหลาน เธอขอข้อคิดสั้นๆเพื่อพิมพ์บนที่คั่นหนังสือ ซึ่งใช้ติดของที่ระลึกเพื่อแจกในวันแต่งงาน ให้เป็นอะไรที่จะเตือนใจเราไปจนแก่เฒ่านะคะ เธอบอก..

เจ้าสาวรายนี้ได้ลังเลอยู่นานกว่าจะตัดสินใจแต่งงาน เพราะได้เห็นชีวิตคู่ที่ไม่ลงตัวมามากหลาย แต่ชายหนุ่มก็เพียรสานความมั่นใจให้เชื่อว่าเขานี่แหละจะเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเธอ จนสำเร็จในที่สุด..

หนุ่มสาวคู่นี้เห็นว่าการที่คนสองคนซึ่งโตขึ้นมาคนละแบบ ถูกเลี้ยงดูกันมาคนละอย่างจะมาอยู่ด้วยกัน เป็นเรื่อง “high risk, high return” (ความเสี่ยงสูง กำไรสูง) จะทุกข์มากก็ได้ จะสุขมากก็ได้ เขาจึงเลือกที่จะแจกตะเกียบเป็นของระลึกในวันงาน ด้วยว่าเป็นของคู่ที่จะต้องใช้ร่วมกันจึงมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนั้นยังต้องใช้ด้วยทักษะที่ละเมียดละไม

คนที่ได้รับมอบหมายให้เขียนคำเตือนใจก็ต้องคิดหนักล่ะซี....เอาล่ะ อย่าเขียนอะไรที่ล้ำลึกเลย เพราะบ่าวสาวเฉลียวฉลาดออกอย่างนี้ คงคิดเองได้ทะลุปรุโปร่ง เราเอากำปั้นทุบดินดีกว่า แล้วข้าพเจ้าก็เขียนถึง “ความสุข” ซึ่งใครๆก็ต้องการและอยู่ในคำอวยพรพื้นๆของทุกคน

คนใกล้ใจเป็นผู้ที่ให้ความสุข และ/หรือความทุกข์แก่กันได้มากกว่าใครอื่น ฉะนั้นถ้าคนสองคนที่รักกันต้องการความสุข ต่างคนก็ต้องต่างเป็นผู้ให้ และถ้าต่างคนต่างให้แล้วก็ไม่ต้องเรียกร้องทวงถามหรือต่อว่ากันให้ขุ่นใจ ข้าพเจ้าเขียนความคิดตื้นๆนี้ไป พร้อมทั้งทำใจว่าจะต้องมีใครมิใครส่งเสียงมาว่า “ใครๆก็รู้แล้วละยาย!”

ความจริงข้อนี้ธรรมดาสามัญจนมักถูกมองข้ามไป ธรรมดาสามัญเหมือนกับตื่นเช้าล้างหน้าสีฟัน ซึ่งถ้าไม่ล้างไม่สีก็หมักหมมมัวซัวไม่เป็นสุข ชีวิตคู่ถ้าไม่หมั่นให้ความสุขแก่กันและกัน ก็จะบูดเน่าในที่สุด

ก่อนนอนก็ล้างหน้าสีฟันอีกนั่นแหละ คนที่ใช้ชีวิตร่วมกันน่าจะโอบกอดกันสักนิด หรืออย่างน้อยยิ้มให้กันสักหน่อย เพื่อชะล้างใจให้อะไรมิอะไรที่อาจไม่เป็นมงคลต่อกันหลุดไหลหายไปเป็นรายวัน ไม่ว่าจะเป็นความโกรธหรือความรำคาญ จนเหลือแต่ความรู้สึกดีๆ ที่นุ่มนวล สำหรับคนที่จะนอนเคียงข้างกันไปทั้งคืน

และในเมื่อเราล้างหน้าสีฟันจนติดเป็นกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้ เราก็น่าจะให้ความสุขรายวันกับคนใกล้ตัวจนเป็นกิจวัตรได้ เพราะไม่ใช่เรื่องหนักแรงหรือเสียเวลาสักนิด เพียงแค่เปิดหู เปิดตา เปิดใจ ฟัง สังเกต รับรู้และเข้าใจ โดยที่ต้องการจะให้เขามีความสุขจริงๆ การให้ความสุขก็จะเป็นไปโดยธรรมชาติ คนให้ก็แจ่มใส คนรับก็ชื่นใจ ต่างคนต่างรับต่างให้เรื่อยๆจนแก่จนเฒ่า

ถ้าใครสะดุดคำว่า “แก่เฒ่า” ก็ยกคำของนักเขียนรางวัลโนเบล กาเบรียล เกร์เซีย มาร์เกซ ที่เขียนไว้ว่า “ฉันจะชี้ให้มนุษย์เห็นว่า เขาผิดที่คิดว่าเขาแก่เกินกว่าที่จะรัก โดยที่หารู้ไม่ว่า เขาแก่ชราเมื่อเขาเลิกที่จะรัก”

ถ้าไม่อยากให้หัวใจแก่ชรา ก็คงต้องระวังอย่าให้ความเคยชินทำให้ความเอื้ออาทรจางหาย อย่ามองข้ามคำไทยๆที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมดเสน่ห์คือ “ขอบคุณ” กับ “ขอโทษ” ส่วนพยางค์ไทยๆ เชยๆ “จ้ะ” นั้น ใช้เหมือนเหยาะน้ำตาลให้ประโยคจืดๆจำเจนั้นหวานเย็นได้ขึ้นมาอย่างมหัศจรรย์

เครื่องทำลายความสุขที่แสนฉกรรจ์คือ การเรียกร้อง การต่อว่าต่อขาน ที่ซ้ำซากจำเจ ทั้งหมดนี้เป็นพิษต่อความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่คู่สมรส แต่กับใครๆทั้งนั้นที่เป็นคนใกล้ตัว ไม่ว่าพ่อ แม่ พี่น้อง ลูกหลาน หรือบริวาร..

“ใครๆก็รู้แล้วล่ะยาย!” ข้าพเจ้าแว่วเสียงท่านผู้อ่าน
…………

คัดลอกจากหนังสือ วิชาตัวเบา - คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์
ขออนุญาตเผยแพร่เป็นธรรมทาน
...........

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น