วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

ริสา ในฝัน

เนินฟ้าอาภา กุสารัฐ
ทูลเจ้าหญิงพรรณพิลาศ
...สำหรับฝ่าบาทดูเหมือนจะเป็นนักการฑูตโดยกำเนิดเพราะลายพระหัตถ์ทุกฉบับแม้จะทรงเล่าเรื่องต่างๆ ประทานไปอย่างสนุกสนานแต่ก็ทรงเหน็บแหนม ต่อว่า เคลือบแฝงไปด้วยอย่างแนบเนียน จนกระทั่งแม้หม่อมฉันจะอ่านเข้าใจแต่ก็ไม่กล้าแก้ตัวตรงๆ เพราะมิฉะนั้นก็จะโดนค่อนว่า "ร้อนท้อง"...
ในลายพระหัตถ์ฉบับที่แล้วรับสั่งถึง "มงกุฎกษัตริย์ที่ยังว่างเปล่า" ซึ่งอาจจะจริงอยู่สำหรับหลายๆคนแต่ต้องมิใช่หม่อมฉัน!
หม่อมฉันเคยทูลมาหลายสิบครั้งแล้วว่าหม่อมฉันไม่ต้องการมงกุฎแห่งความเป็นกษัตริย์ในอาณาจักรใดมากไปกว่า...ความเป็นกษัตริย์ในอาณาจักรรักของหม่อมฉัน ความสุขสงบของชีวิตที่แท้จริงไม่ใช่อยู่ที่อำนาจราชศักดิ์ พิธีการอันหรูหรา หม่อมฉันต้องการเพียง "บ้าน" ที่มีความหมายเป็น "บ้าน"แท้ๆ ไม่มีคนอื่นมาวุ่นวายปะปน ไม่มีราชภารกิจเต็มมือจนหาเวลาเป็นตัวของตัวเองไม่ได้ หม่อมฉันไม่ต้องการแม้กระทั่งปราสาทราชฐานอันกว้างใหญ่ หม่อมฉันอยากได้เพียง "บ้าน" ซึ่งมีความสงบสุข ความอบอุ่นจากผู้เป็นที่รักทุกเวลา หม่อมฉันอยากเห็นเธอใกล้ๆทุกโอกาสโดยไม่ต้องกังวลกับขนบธรรมเนียมราชประเพณีอันหยุมหยิม แม้แต่ยามที่หม่อมฉันทำงาน...พอเงยหน้าขึ้นได้พบดวงตาของผู้เป็นที่รักจับจ้องอยู่ หม่อมฉันก็จะมีความสุข!.....ขณะที่ยืนเพ่งพิศหม่อมฉันรู้สึกว่า ความว้าเหว่ทั้งมวลที่เกาะหัวใจอยู่ปราศนาการหายไปในพริบตา เธอเป็นความอบอุ่นทางใจของหม่อมฉันตั้งแต่บัดนั้น!

ตลอดเวลาที่หม่อมฉันพักอยู่ที่นั้น...ไม่มีเวลาใดเลยที่หม่อมฉันจะมีความสุขเท่ายามที่หม่อมฉันได้จูงกรเล็กๆพากันซอกซอนไปทั่ว
เท่าที่ความซนจะพาไป ไม่มียามใดเลยที่หม่อมฉันจะสบายใจเท่ายามที่ได้นอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นสนามหญ้า...และลงท้ายก็เข้ามาอ้อนวอนเด็กชายด้วยน้ำเสียงออดอ้อน "ริสา...เล่านิทานหน่อย...เล่าให้หญิงฟังนิด...นะ...นะ"......
คำอำลาตอนนี้แม้จะทรง "ระลึก" ได้แต่ก็ไม่ถี่ถ้วนเท่าหม่อมฉันเพราะทรงข้ามความสำคัญไปเสีย
"อย่าร้องไห้หญิงคนดี พรุ่งนี้หรือไม่ก็มะรืนนี้ หรือ...ไม่นานหรอกจะมาใหม่..."
"เหมือนอย่างเจ้าชายที่ริสาเล่าซินะ แล้ว...แล้วเจ้าชายก็กลับมาแต่งงานกับเจ้าหญิง...นะริสา...นะ"

เด็กชายมองเด็กหญิงอย่างแน่วแน่ ความอบอุ่นทางใจทวียิ่งขึ้น เขายิ้มนิดๆ มองดูเจ้าพ่อเจ้าอาที่กำลังส่งเสด็จ ทุกคนกำลังยิ้มและรอฟังคำตอบจากเจ้าชายอยู่! เด็กชายก้มลงมองเด็กหญิงและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังจากหัวใจและความรู่้สึกทั้งหมดว่า
"ใช่...แล้วฉันจะกลับมาเหมือนเจ้าชายที่ไปไหนๆแล้วก็ต้องกลับมาแต่งงานกับเจ้าหญิง ฉันจะกับมา! "
"จริงๆนะ แล้ว เด็จมาอีกนะ เด็จเร็วๆ นะ"
"จริงๆ!"

คำตอบนั้น"เจ้าชาย"ไม่เคยลืม โดยเฉพาะคำมั่นสัญญาเพราะ...ในฐานะที่เป็น"นักการฑูต ผู้ดี เจ้าคนนายคน" และรวมทั้ง "หัวใจรัก" ด้วย! แต่......
ตราบจนกระทั่งได้หาทางติดต่อกับเจ้าหญิงสำเร็จ ไม่มีความสุขใดจะมากไปกว่ายามได้รับลายพระหัตถ์ประทับตราสีแดงสดบรรจุความสดชื่น ความสนุกสนานจากภาคใต้ปลิวไปสู่มือที่รอรับทุกชั่วขณะจิต ลานพระหัตถ์จะถูกอ่านซ้ำอ่านซากด้วยความรู้สึกที่ว่าคล้ายกับจะได้ยินพระสุรเสียงกังวานแจ่มใสมาเหน็บแนมตัดพ้อต่อว่าอยู่ใกล้ๆ และยามใดที่เขาท้อถอยเหน็ดเหนื่อย...ลายพระหัตถ์นั้นก็จะปลอบประโลมชี้แจงแนะทางอย่างฉลาด ด้วยเหตูนี้ยามที่เขามีเวลาว่างแม้ชั่วสักครู่เดียวหัวใจทั้งหมดก็จะโบยบินสู่ภาคใต้ด้วยความคิดคำนึงว่า
"ป่านนี้จะทำอะไรอยู่หนอ จะระลึกถึงริสาบ้างหรือเปล่า?"

วันแล้ววันเล่าเขาก็ยังหาเวลา "ว่าง"เพื่อตัวเองไม่ได้อยู่นั่นเอง มาบัดนี้...ความกระวนกระวายยิ่งทวีขึ้นเพราะ "คู่แข่ง" ได้ปรากฎโฉมหน้าขึ้นโดยเฉพาะ "คู่แข่ง" ซึ่งมีทุกอย่างเกือบจะเท่ากันหรือเหนือกว่าด้วยซ้ำ สิ่งนั้นคือมงกุฎราชินีที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้แคว้นใดๆ และ ความใกล้ชิด!
การเสด็จเยี่ยมแคว้นต่างๆของเจ้าชายโสภณานั้น ใครๆในวงการฑูตก็ย่อมจะรู้ดีว่าทรงทำเพื่อ "หยั่งเสียง" สมาพันธรัฐต่างๆ ในขณะที่
กุสารัฐกำลังมีปัญหาภายในวุ่นวาย และ ภายนอกกำลังแทรกแซง รวมทั้งเจ้าหญิงรัชทายาทจะทรงตัดสินพระทัยเลือกใครเป็นพระสวามีด้วย!

ถ้าจะพูดถึงความ "ยิ่งใหญ่" แล้วสาละวัณจะเป็นรองก็เฉพาะกุสารัฐเท่านั้น หากจะพิจารณาในแง่ภูมิศาสตร์
ถ้าสาระวัณสามารถ "รวม" กับพรหมมินทรได้...ความยิ่งใหญ่ก็จะไพศาลยิ่งขึ้น เพราะอาณาเขตทางตะวันตกเฉียงใต้ของกุสารัฐอันยาวเหยียดติดต่อกับแคว้นพรหมมินทร ทางตะวันออกก็ขนาบด้วยสาระวัณ ทางใต้ก็เป็นยโสธรแคว้นเล็กๆ ซึ่งไม่มีปัญหาเลยว่าถ้าแคว้นสาระวัณสามารถรวมกับพรหมมินทรได้แล้ว...แคว้นเล็กทางใต้ก็จะอยู่ภายใต้อำนาจโดยปริยาย กุสารัฐจะถูกล้อมด้วยมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ด้วยอาณาเขตเกือบครึ่ง เสียงของสาละวัณในทางการเมืองจะเป็นเสียงที่สมาพันธรัฐจำจะต้องรับฟังด้วยความสำคัญยิ่งขึ้นกว่านี้!

การ "รวม" แคว้นทั้งสองด้วยวิธีที่แนบเนียนและนุ่มนวลที่สุดคือการสร้างพันธไมตรีระหว่างแคว้นทั้งสองให้แนบแน่น วิธีใดก็ไม่ดีไปกว่าวิธีให้มีการเษกสมรสระหว่างเจ้านายทั้งสองแคว้นเกิดขึ้น! เจ้าชายโสภณาทรงมีทั้งพระรูปพระโฉมและพระจริยาวัตรที่เป็นเสน่ห์แก่ผู้พบเห็นรวมทั้งความฉลาดอย่างเปี่ยมล้นทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดอดที่จะชื่นชมมิได้ ปัญหาทั้งหมดนี้จึงทำให้น่าหนักใจ และที่น่าหนักใจมากที่สุดคือเพชรยอดมงกุฎของพรหมมินทรในขณะนี้มีค่าควรแก่ความเป็น"เพชร" จริงๆ
ในชั้นแรกเจ้าชายโสภณาอาจจะหวังเพียงแต่ "การเมือง" แต่นานไปใครจะรู้ว่าเจ้าชายอาจจะทำเพื่อ "หัวใจ" ของพระองค์เองก็ได้?

ถ้าฝ่าบาทเคยมี "ของรัก" ก็จะทรงทราบได้ดีว่าเมื่อเรารู้ว่าจะ "สูญเสีย" ไปนั้นความรู้สึกจะเป็นอย่างไร หม่อมฉันไม่ใช่ "นักเสียสละ" ที่จะยอมเสียอะไรๆได้ทุกอย่างเสมอไป หม่อมฉันอาจจะเป็น "นักการฑูต" ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ แต่หม่อมฉันก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีความรักตนเองยิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อหม่อมฉันตีราคาสิ่งใดไว้เทียบชีวิต เท่าหัวใจแล้ว หม่อมฉันจำต้องหวงแหน ป้องกันจนสุดความสามารถ เว้นไว้แต่ว่าจะถูกปฏิเสธความ "จงรักภักดี" อันนั้นเสีย!

ระยะนี้ไม่เพียงแต่ฝ่าบาทเท่านั้น แม้คนอื่นๆเขาก็รู้กันดีว่าถ้าหากหม่อมฉันต้องการอยู่เหนือผู้ใดแล้ว...มงกุฏกษัตริย์ยังว่างเปล่าคอยหม่อมฉันอยู่เสมอ แต่หม่อมฉันเห็นแก่ตัวเอง เห็นแก่หัวใจมากเกินกว่าที่จะเสียสละเช่นนั้นได้ หม่อมฉันไม่อาจจะทนมีอำนาจราชศักดิ์อยู่ได้โดยปราศจากหัวใจรัก หม่อมฉันอาจจะทำหน้าที่เพื่อชาติ บ้านเมือง และเพื่ออำนาจของตนเองได้ แต่มิใช่ทั้งหมด หม่อมฉันยังต้องการคนที่หม่อมฉันรัก ยังต้องการ "บ้าน" ของตนเอง ยังต้องการเวลาที่จะอยู่กับบุคคลอันเป็นที่รักในอาณาจักรของตน
ยามนั้นหม่อมฉันจะทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ไม่ใยดีต่อความเป็นตายของคนทั้งมวล ไม่รับรู้ต่อโชคชะตาของบ้านเมือง นอกจากจะได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้เป็นที่รัก เพียงแต่ได้ยินเสียงเธอแย้มสรวลอยู่ใกล้ๆก็พอแล้ว แม้หม่อมฉันจะเป็น "นักรัก" ที่ปราศจากมงกุฎราชินีอันสูงส่งไว้เพื่อประดับเกล้าของผู้เป็นที่รัก แต่หม่อมฉันก็มีความรักที่สุดหัวใจ มีมงกุฎรักให้เธอครองซึ่งจะไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนได้!

ระหว่างนี้หม่อมฉันก็ได้แต่่รีบทำงานเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยโดยเร็ว และพยายามที่จะหา "ตัวแทน" ในการดำเนินงานไว้ เพื่อตัวเองจะได้มีเวลาพอสำหรับหัวใจรักของตนบ้าง หม่อมฉันไม่มีทั้งอำนาจราชศักดิ์ ปราศจาำเสน่ห์ที่จะตรึงตาตรึงใจผู้ใด ไม่มีแม้กระทั่งรูปโฉมทั้งมวล จะมีก็แต่หัวใจรักที่ไม่เคยอ่อนลงด้วยความงามหรือความยิ่งใหญ่ของใครอื่น หัวใจที่ยังคงแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเวลา และความเหินห่าง หัวใจดวงนั้นมีทั้งความ "จงรัก" ที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน และ "ภักดี"ที่พูดได้อย่างเต็มปากว่าไม่มีผู้ใดเทียบเท่า หัวใจดวงนั้นได้วางไว้แทบเบื้องบาทจากครั้ง "เยาว์วัย" ตราบจนกระทั่งบัดนี้!

นับแต่จดหมายฉบับนี้ถูกผนึก หม่อมฉันคงจะปราศจากความสุขไปอีกนานเพราะความร้อนเร่าที่จะได้รับลายพระหัตถ์ตอบ ระยะเวลาแห่งการรอคอยคงจะทรมานด้วความรู้สึกที่ว่าตัวเองอาจจะหมดหวังเสียแล้ว ชีวิตของหม่อมฉันโดดเดี่ยวเสมอมา สวรรค์สำหรับหม่อมฉันคงจะว่างเปล่าตลอดไป ถ้าหากคำตอบที่ได้รับคือ "ลืมเสียเถิดความหลังครั้งเยาว์วัย!"

ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
ริสา



โอ้ ยามราตรี...
เหงาเงียบเฉียบเย็นทุกที
ข้าฯเหงาเปล่าเปลี่ยวกมล

อ้า...จันทราถกล...
ส่องแสงล้วนชวนยล
ดาวระยิบระยับฟ้าอำไพ

โอ้...ในฝันเลือนลางไกล
ดวงพักตร์เพริศพิไล
พิลาศล้ำติดตาตรู

อ้า...เพียงพิศเขม่นแลดู
เอื้อมหัตถ์แตะพธู
พลันมลายวาบวับลับไป

โอ้โอ...มืดมนกระไร
อ้างว้างแรมร้างดวงใจ
จวบจนชีพลับดับสูญ !
อา......

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น